กฎหมายการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ

กฎกระทรวง
กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการ
ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม
ในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ
พ.ศ. 2562
————————-

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ในกฎกระทรวงนี้

“ที่อับอากาศ” (Confined Space) หมายความว่า ที่ซึ่งมีทางเข้าออกจำกัดและไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และมีสภาพอันตรายหรือมีบรรยากาศอันตราย เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ถัง ไซโล ท่อ เตา ภาชนะ หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน

“สภาพอันตราย” หมายความว่า สภาพหรือสภาวะที่อาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากการทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) มีวัตถุหรือวัสดุที่อาจก่อให้เกิดการจมลงของลูกจ้างหรือถมทับลูกจ้างที่เข้าไปทำงาน

(2) มีสภาพที่อาจทำให้ลูกจ้างตก ถูกกัก หรือติดอยู่ภายใน

(3) มีสภาวะที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากบรรยากาศอันตราย

(4) สภาพอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิตตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

“บรรยากาศอันตราย” หมายความว่า สภาพอากาศที่อาจทำให้ลูกจ้างได้รับอันตรายจากสภาวะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) มีออกซิเจนต่ำกว่าร้อยละ 19.5 หรือมากกว่าร้อยละ 23.5 โดยปริมาตร

(2) มีก๊าซ ไอ หรือละอองที่ติดไฟหรือระเบิดได้ เกินร้อยละ 10 ของค่าความเข้มข้นขั้นต่ำของสารเคมีแต่ละชนิดในอากาศที่อาจติดไฟหรือระเบิดได้ (lower flammable limit หรือ lower explosive limit)

(3) มีฝุ่นที่ติดไฟหรือระเบิดได้ ซึ่งมีค่าความเข้มข้นเท่ากับหรือมากกว่าค่าความเข้มข้นขั้นต่ำสุดของฝุ่นที่ติดไฟหรือระเบิดได้แต่ละชนิด (minimum explosible concentration)

(4) มีค่าความเข้มข้นของสารเคมีแต่ละชนิดเกินมาตรฐานที่กำหนดตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย

(5) สภาวะอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิตตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

หมวด 1
บททั่วไป
————————-

ข้อ 2 ให้นายจ้างจัดทำป้ายแจ้งข้อความว่า “ที่อับอากาศ อันตราย ห้ามเข้า” ให้มีขนาดมองเห็นได้ชัดเจน ติดตั้งไว้โดยเปิดเผยบริเวณทางเข้าออกของที่อับอากาศทุกแห่ง สำหรับที่อับอากาศซึ่งต้องมีอุปกรณ์เฉพาะในการเปิดทางเข้าออก ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการควบคุมเพื่อความปลอดภัยในการเปิดทางเข้าออกและต้องติดป้ายแจ้งข้อความดังกล่าวด้วย

ข้อ 3 ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศ เว้นแต่นายจ้างได้ดำเนินการให้มีความปลอดภัยตามกฎกระทรวงนี้แล้ว และลูกจ้างหรือบุคคลนั้นได้รับอนุญาตจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตตามข้อ 17 และเป็นผู้ได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 20

ข้อ 4 ห้ามนายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศ หากนายจ้างรู้หรือควรรู้ว่าลูกจ้างหรือบุคคลนั้นเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หรือโรคอื่นซึ่งแพทย์เห็นว่าการเข้าไปในที่อับอากาศอาจเป็นอันตรายต่อบุคคลดังกล่าว

หมวด 2
มาตรการความปลอดภัย
————————-

ข้อ 5 ให้นายจ้างจัดให้มีการประเมินสภาพอันตรายในที่อับอากาศ หากพบว่ามีสภาพอันตรายนายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการควบคุมสภาพอันตรายเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อลูกจ้าง และให้นายจ้างเก็บหลักฐานการดำเนินการไว้ ณ สถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

ข้อ 6 ให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัด บันทึกผลการตรวจวัด และประเมินสภาพอากาศในที่อับอากาศก่อนให้ลูกจ้างเข้าไปทำงานและในระหว่างที่ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ หากพบว่ามีสภาวะที่เป็นบรรยากาศอันตราย ให้นายจ้างดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1) ห้ามบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศ

(2) กรณีที่มีลูกจ้างอยู่ระหว่างการทำงานในที่อับอากาศ ให้นำลูกจ้างออกจากบริเวณนั้นทันที

(3) ประเมินและค้นหาสาเหตุของการเกิดบรรยากาศอันตราย

(4) ดำเนินการเพื่อทำให้สภาพอากาศในที่อับอากาศนั้นไม่มีบรรยากาศอันตราย เช่น การระบายอากาศหรือการปฏิบัติตามมาตรการอื่นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้าง

ให้นายจ้างเก็บบันทึกผลการตรวจวัด การประเมินสภาพอากาศ และการดาเนินการเพื่อให้สภาพอากาศในที่อับอากาศไม่มีบรรยากาศอันตรายไว้ ณ สถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ทำงานเพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้อย่างน้อยหนึ่งปี

ข้อ 7 หากนายจ้างได้ดำเนินการตามข้อ 6 แล้ว ที่อับอากาศยังมีบรรยากาศอันตรายอยู่แต่นายจ้างมีความจำเป็นที่จะต้องให้ลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าไปในที่อับอากาศที่มีบรรยากาศอันตรายนั้น ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างหรือบุคคลนั้นสวมใส่หรือใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับลักษณะงาน และใช้อุปกรณ์การทำงานชนิดที่ทำให้บุคคลดังกล่าวทำงานในที่อับอากาศได้โดยปลอดภัย

ข้อ 8 กรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ นายจ้างต้องจัดให้มีลูกจ้างซึ่งได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 20 คนหนึ่งหรือหลายคนตามความจำเป็นเป็นผู้ควบคุมงานประจำในบริเวณพื้นที่ทำงานตลอดเวลาเพื่อทำหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) จัดทำแผนการปฏิบัติงานและการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานและแผนช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และปิดประกาศหรือแจ้งให้ลูกจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

(2) ชี้แจงและซักซ้อมหน้าที่ความรับผิดชอบ วิธีการปฏิบัติงาน และวิธีการป้องกันอันตรายให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

(3) ควบคุมดูแลให้ลูกจ้างใช้เครื่องป้องกันอันตรายและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และให้ตรวจตราอุปกรณ์ดังกล่าวให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน

(4) สั่งให้หยุดการทำงานไว้ชั่วคราวในทันที ในกรณีที่มีเหตุซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกจ้าง หรือลูกจ้างแจ้งว่าอาจเกิดอันตราย จนกว่าเหตุนั้นจะหมดไป และหากจำเป็นจะขอให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตตามข้อ 17 ยกเลิกการอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศนั้นเสียก็ได้

ผู้ควบคุมงานตามวรรคหนึ่งอาจทำหน้าที่ควบคุมการทำงานในที่อับอากาศหลายจุด การทำงานในบริเวณพื้นที่เดียวกันในคราวเดียวกันก็ได้ ทั้งนี้ ต้องสามารถมาถึงแต่ละจุดการทำงานได้อย่างรวดเร็วในทันทีที่มีเหตุฉุกเฉิน

ข้อ 9 ให้นายจ้างดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(1) จัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล อุปกรณ์ช่วยเหลือ และช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงานตามมาตรฐานที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และต้องควบคุมดูแลให้ลูกจ้างซึ่งทำงานในที่อับอากาศและผู้ช่วยเหลือสวมใส่หรือใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลและอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตนั้น

(2) จัดให้ลูกจ้างซึ่งได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 20 คนหนึ่งหรือหลายคนตามความจำเป็น เป็นผู้ช่วยเหลือ พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิตที่เหมาะสมกับลักษณะงาน คอยเฝ้าดูแลบริเวณทางเข้าออกที่อับอากาศ โดยให้สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกจ้างที่ทำงานในที่อับอากาศและช่วยเหลือลูกจ้างออกจากที่อับอากาศได้ตลอดเวลา

ข้อ 10 ให้นายจ้างจัดให้มีสิ่งปิดกั้นที่สามารถป้องกันมิให้บุคคลใดเข้าหรือตกลงไปในที่อับอากาศที่มีลักษณะเป็นช่อง โพรง หลุม ถังเปิด หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน

ข้อ 11 กรณีที่ที่อับอากาศที่ให้ลูกจ้างทำงานมีผนังต่อหรือมีโอกาสที่พลังงาน สาร หรือสิ่งที่เป็นอันตรายจะรั่วไหลเข้าสู่บริเวณที่อับอากาศที่ทำงานอยู่ ให้นายจ้างปิดกั้นหรือกระทำโดยวิธีการอื่นใดที่มีผลในการป้องกันมิให้พลังงาน สาร หรือสิ่งที่เป็นอันตรายเข้าสู่บริเวณที่อับอากาศในระหว่างที่ลูกจ้างกำลังทำงาน

ข้อ 12 ให้นายจ้างจัดบริเวณทางเดินหรือทางเข้าออกที่อับอากาศให้มีความสะดวกและปลอดภัย

ข้อ 13 ให้นายจ้างประกาศห้ามลูกจ้างหรือบุคคลใดสูบบุหรี่ หรือพกพาอุปกรณ์สาหรับจุดไฟหรือติดไฟที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานเข้าไปในที่อับอากาศ โดยปิดหรือแสดงไว้บริเวณทางเข้าออกที่อับอากาศ

ข้อ 14 ให้นายจ้างจัดให้มีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เหมาะสมในการใช้งานในที่อับอากาศและตรวจสอบให้อุปกรณ์ไฟฟ้านั้นมีสภาพสมบูรณ์และปลอดภัยพร้อมใช้งาน ในกรณีที่ที่อับอากาศนั้นมีบรรยากาศอันตรายที่ไวไฟหรือระเบิดได้ ต้องเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดที่ไม่เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการติดไฟหรือระเบิดได้

ข้อ 15 ให้นายจ้างจัดให้มีอุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในจำนวนเพียงพอที่จะใช้ได้ทันทีที่มีการทำงานที่อาจก่อให้เกิดการลุกไหม้

ข้อ 16 ห้ามนายจ้างอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานต่อไปนี้ในที่อับอากาศ

(1) งานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟในที่อับอากาศ เช่น การเชื่อม การเผาไหม้ การย้ำหมุด การเจาะ การขัด หรืองานอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน

(2) งานที่ใช้สารระเหยง่าย สารพิษ หรือสารไวไฟ

มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับกรณีที่นายจ้างได้จัดให้มีมาตรการความปลอดภัยตามกฎกระทรวงนี้ ทั้งนี้ ลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานอาจปฏิเสธการทำงานในคราวใดก็ได้ หากเห็นว่าการทำงานในคราวนั้นไม่มีมาตรการรองรับเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อลูกจ้าง

หมวด 3
การอนุญาต
————————-

ข้อ 17 ให้นายจ้างเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศ ในการนี้ นายจ้างจะมอบหมายเป็นหนังสือให้ลูกจ้างซึ่งได้รับการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 20 คนหนึ่งหรือหลายคนตามความจำเป็น เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตแทนก็ได้

ให้นายจ้างเก็บหนังสือมอบหมายไว้ ณ สถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

ข้อ 18 ให้นายจ้างจัดให้มีหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศทุกครั้ง โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

(1) ที่อับอากาศที่อนุญาตให้ลูกจ้างเข้าไปทำงาน

(2) วัน เวลาในการทำงาน

(3) งานที่ให้ลูกจ้างเข้าไปทำ

(4) ชื่อลูกจ้างที่อนุญาตให้เข้าไปทำงาน

(5) ชื่อผู้ควบคุมงานตามข้อ 8

(6) ชื่อผู้ช่วยเหลือตามข้อ 9 (2)

(7) อันตรายที่ลูกจ้างอาจได้รับ และวิธีการปฏิบัติตนและการช่วยเหลือลูกจ้างออกจากที่อับอากาศในกรณีฉุกเฉิน และวิธีการหลีกหนีภัย

(8) ผลการประเมินสภาพอันตรายและบรรยากาศอันตราย

(9) มาตรการความปลอดภัยที่เตรียมไว้ก่อนการให้ลูกจ้างเข้าไปทำงาน

(10) อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และอุปกรณ์ช่วยเหลือและช่วยชีวิต

(11) ชื่อและลายมือชื่อผู้ขออนุญาต และชื่อและลายมือชื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุญาตตามข้อ 17

(12) ผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานในที่อับอากาศโดยมีใบรับรองแพทย์

ข้อ 19 ให้นายจ้างเก็บหนังสืออนุญาตให้ลูกจ้างทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 18 ไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้และให้ปิดหรือแสดงสำเนาหนังสือดังกล่าวไว้ที่บริเวณทางเข้าที่อับอากาศให้เห็นชัดเจนตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงาน

หมวด 4
การฝึกอบรม
————————-

ข้อ 20 ให้นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศแก่ลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในที่อับอากาศรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจในทักษะที่จำเป็นในการทำงานอย่างปลอดภัยตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งวิธีการและขั้นตอนในการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรที่อธิบดีประกาศกำหนด

ในกรณีที่นายจ้างไม่สามารถดาเนินการฝึกอบรมตามวรรคหนึ่งได้เอง จะต้องให้นิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11 เป็นผู้ดำเนินการ

ข้อ 21 ให้นายจ้างเก็บหลักฐานการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามข้อ 20 ไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงาน เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้

บทเฉพาะกาล
————————-

ข้อ 22 ให้ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ จนกว่าจะมีประกาศตามข้อ 20 ใช้บังคับ

ให้หน่วยงานฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศที่ได้ขึ้นทะเบียน ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและหลักสูตรการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับดำเนินการตามประกาศดังกล่าวต่อไป และให้ถือเป็นนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11 ตามข้อ 20 วรรคสอง จนกว่าจะมีนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 11 ดำเนินการ

ข้อ 23 ในกรณีที่นายจ้างจัดให้มีการฝึกอบรมความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในที่อับอากาศ พ.ศ. 2547 ให้ถือว่านายจ้างได้จัดให้มีการฝึกอบรมแก่ลูกจ้างและลูกจ้างได้รับการฝึกอบรมตามข้อ 20 แล้ว

ให้ไว้ ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 บัญญัติให้นายจ้างบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศสมควรจะต้องมีระบบการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ได้มาตรฐานอันจะทำให้ลูกจ้างและผู้เกี่ยวข้องมีความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

เล่ม 136 ตอนที่ 18 ก ราชกิจจานุเบกษา 15 กุมภาพันธ์ 2562

การเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสม

  1. การเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์ที่ถูกต้องและมั่นใจในความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมและบุคคลในสถานที่ที่ใช้งาน ดังนั้น ตรวจสอบขั้นตอนต่อไปเพื่อช่วยในการเลือกเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสม:
  • ระบุประเภทแก๊ส ให้ระบุแก๊สที่คุณต้องการตรวจวัด เนื่องจากเครื่องวัดแก๊สมีความสามารถในการตรวจวัดแก๊สแต่ละชนิด เช่น แก๊สเชื้อเพลิง, แก๊สพิษ, แก๊สเคมี เป็นต้น.
  • กำหนดปริมาณแก๊ส ระบุปริมาณแก๊สที่คุณต้องการวัด เนื่องจากเครื่องวัดแก๊สมีความไวในการตรวจวัดแก๊สแต่ละประเภท ความไวนี้อาจต้องการให้คุณเลือกเครื่องวัดที่มีความไวพอที่จะตรวจจับแก๊สในสภาพแวดล้อมที่กำหนด.
  • ความถูกต้องและความแม่นยำ: เลือกเครื่องวัดที่มีความถูกต้องและความแม่นยำในการวัดแก๊ส คุณสามารถตรวจสอบค่าความถูกต้องและความแม่นยำจากคุณสมบัติทางเทคนิคของเครื่องวัดและข้อมูลจากผู้ผลิต.
  • ความปลอดภัย: ตรวจสอบว่าเครื่องวัดแก๊สมีความปลอดภัยในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่คุณจะนำไปใช้ รวมถึงความปลอดภัยในการใช้งานระยะยาว.
  • การควบคุมและการเรียนรู้: เลือกเครื่องวัดแก๊สที่มีความสามารถในการควบคุมและบันทึกข้อมูล เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบปริมาณแก๊สตลอดเวลาและทำการปรับปรุงตามต้องการ.
  • ค่าใช้จ่าย: พิจารณางบประมาณที่คุณสามารถใช้ได้สำหรับเครื่องวัดแก๊ส มีหลายราคาและคุณภาพในตลาด คุณควรเลือกเครื่องที่ตรงตามความต้องการของคุณและงบประมาณ.
  • การปรับใช้งาน: ตรวจสอบว่าเครื่องวัดแก๊สสามารถใช้งานได้อย่างง่ายและสะดวกสบายตามสถานที่ที่คุณต้องการใช้งาน.
  • บริษัทผู้ผลิตและบริการหลังการขาย: เลือกเครื่องวัดแก๊สจากบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีบริการหลังการขายดี เพื่อให้คุณสามารถรับความช่วยเหลือในกรณีที่มีปัญหาหรือต้องการการบริการ.

การเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยและความถูกต้องของการวัดแก๊สในสถานที่ที่คุณใช้งาน และช่วยลดความเสี่ยงต่อคนและสิ่งแวดล้อมในรอบตัวของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

การป้องกันแก๊สรั่ว

การป้องกันแก๊สรั่วเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาความปลอดภัยในบ้านหรือสถานที่ทำงานของคุณ การรั่วแก๊สเช่นก๊าซตูนหรือก๊าซธรรมชาติอาจก่อให้เกิดอันตรายเช่นระเบิดหรือปัญหาสุขภาพ ดังนั้นนี่คือวิธีการป้องกันแก๊สรั่ว:

  1. ติดตั้งเครื่องตรวจระดับแก๊ส (Gas Detector): ติดตั้งเครื่องตรวจระดับแก๊สที่สำคัญในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เครื่องตรวจระดับแก๊สจะแจ้งเตือนเมื่อระดับแก๊สเกินค่าที่กำหนด ซึ่งช่วยในการระวังและป้องกันอันตรายจากแก๊สรั่ว
  2. ตรวจสอบอุปกรณ์แก๊ส: ให้ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์แก๊สอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงท่อและข้อต่อของระบบท่อแก๊ส เพื่อป้องกันการรั่วของแก๊ส
  3. การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน: ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเช่นหลังคาติดก๊าซ (Gas Shut-off Valve) เพื่อให้สามารถปิดก๊าซได้ในกรณีฉุกเฉิน
  4. การระวังการใช้งานแก๊ส: ระมัดระวังในการใช้งานแก๊ส เช่น อย่าใช้ไฟถ่านหรือไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
  5. การระวังการรั่วของแก๊ส: ในกรณีที่คิดว่ามีแก๊สรั่ว อย่ามีการใช้โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องที่อาจสร้างไฟไฟฟ้าสำหรับการติดต่อ ออกจากพื้นที่ที่เสี่ยงจนแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
  6. การศึกษาและการอบรม: การทราบวิธีการทำงานและวิธีการป้องกันแก๊สรั่วเป็นสิ่งสำคัญ ควรเรียนรู้เพิ่มเติมและอบรมเกี่ยวกับการป้องกันแก๊สรั่วจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  7. การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ: ตรวจสอบระบบแก๊สและอุปกรณ์เสม่ำเสมอเพื่อตรวจหาความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

การป้องกันแก๊สรั่วเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ควรทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากแก๊สรั่วไปยังสิ่งแวดล้อมของคุณ.

แก๊สรั่ว
แก๊สรั่ว

ดูเพิ่มเติม อุปกรณ์ป้องกันแก๊สรั่ว และ ประเภทของเครื่องวัดแก๊สรั่ว

เครื่องวัดแก๊ส ความสำคัญและการใช้งาน

เครื่องวัดแก๊สเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากในหลายสถานการณ์ เช่น ในอุตสาหกรรม, การทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงจากแก๊ส, งานซ่อมบำรุง, และการใช้งานในที่อาศัย เราจะสำรวจความสำคัญของเครื่องวัดแก๊สและวิธีการใช้งานในบทความนี้.

ความสำคัญของเครื่องวัดแก๊ส

  1. ความปลอดภัย: เครื่องวัดแก๊สเป็นเครื่องรักษาความปลอดภัย โดยช่วยตรวจจับและวัดปริมาณแก๊สที่อาจเป็นอันตรายในสิ่งแวดล้อม การรับรู้แก๊สที่อาจระเบิดหรือเป็นพิษทันทีช่วยป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยของคนและสิ่งแวดล้อม.
  • คุณภาพอากาศ: ในสถานที่ที่ต้องการควบคุมคุณภาพอากาศ เช่น ห้องปฏิบัติการหรือโรงงานอาหาร การใช้เครื่องวัดแก๊สช่วยในการควบคุมคุณภาพอากาศและตรวจสอบสภาพแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง.
  • ประหยัดทรัพยากร: เครื่องวัดแก๊สช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร เช่น การตรวจสอบระบบหม้อน้ำร้อนหรือระบบโรงงานเพื่อป้องกันการรั่วของแก๊สที่สามารถเป็นอันตรายได้.

การใช้งานเครื่องวัดแก๊ส

การเลือกเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสม  การเลือกเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสมสำคัญมาก ควรพิจารณาประเภทและปริมาณแก๊สที่คุณต้องการตรวจวัด และตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องวัด.

การตรวจสอบเป็นระยะ Regularly  ควรตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องวัดแก๊สเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและความถูกต้องของผลวัด.

การฝึกอบรม: ผู้ที่ใช้งานเครื่องวัดแก๊สควรรับการอบรมเพื่อรู้จักการใช้งานอย่างถูกต้องและปลอดภัย.

เครื่องวัดแก๊สมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและคุณภาพของสิ่งแวดล้อมในหลายสถานการณ์ การเลือกใช้และดูแลรักษาเครื่องวัดแก๊สอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแก่ทุกคนและสิ่งแวดล้อมในรอบตัวของคุณ.

การเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสม

  1. การเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์ที่ถูกต้องและมั่นใจในความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมและบุคคลในสถานที่ที่ใช้งาน ดังนั้น ตรวจสอบขั้นตอนต่อไปเพื่อช่วยในการเลือกเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสม:
  • ระบุประเภทแก๊ส: ให้ระบุแก๊สที่คุณต้องการตรวจวัด เนื่องจากเครื่องวัดแก๊สมีความสามารถในการตรวจวัดแก๊สแต่ละชนิด เช่น แก๊สเชื้อเพลิง, แก๊สพิษ, แก๊สเคมี เป็นต้น.
  • กำหนดปริมาณแก๊ส: ระบุปริมาณแก๊สที่คุณต้องการวัด เนื่องจากเครื่องวัดแก๊สมีความไวในการตรวจวัดแก๊สแต่ละประเภท ความไวนี้อาจต้องการให้คุณเลือกเครื่องวัดที่มีความไวพอที่จะตรวจจับแก๊สในสภาพแวดล้อมที่กำหนด.
  • ความถูกต้องและความแม่นยำ: เลือกเครื่องวัดที่มีความถูกต้องและความแม่นยำในการวัดแก๊ส คุณสามารถตรวจสอบค่าความถูกต้องและความแม่นยำจากคุณสมบัติทางเทคนิคของเครื่องวัดและข้อมูลจากผู้ผลิต.
  • ความปลอดภัย: ตรวจสอบว่าเครื่องวัดแก๊สมีความปลอดภัยในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่คุณจะนำไปใช้ รวมถึงความปลอดภัยในการใช้งานระยะยาว.
  • การควบคุมและการเรียนรู้: เลือกเครื่องวัดแก๊สที่มีความสามารถในการควบคุมและบันทึกข้อมูล เพื่อให้คุณสามารถตรวจสอบปริมาณแก๊สตลอดเวลาและทำการปรับปรุงตามต้องการ.
  • ค่าใช้จ่าย: พิจารณางบประมาณที่คุณสามารถใช้ได้สำหรับเครื่องวัดแก๊ส มีหลายราคาและคุณภาพในตลาด คุณควรเลือกเครื่องที่ตรงตามความต้องการของคุณและงบประมาณ.
  • การปรับใช้งาน: ตรวจสอบว่าเครื่องวัดแก๊สสามารถใช้งานได้อย่างง่ายและสะดวกสบายตามสถานที่ที่คุณต้องการใช้งาน.
  • บริษัทผู้ผลิตและบริการหลังการขาย: เลือกเครื่องวัดแก๊สจากบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีบริการหลังการขายดี เพื่อให้คุณสามารถรับความช่วยเหลือในกรณีที่มีปัญหาหรือต้องการการบริการ.

การเลือกซื้อเครื่องวัดแก๊สที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณมั่นใจในความปลอดภัยและความถูกต้องของการวัดแก๊สในสถานที่ที่คุณใช้งาน และช่วยลดความเสี่ยงต่อคนและสิ่งแวดล้อมในรอบตัวของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องวัดแก๊ส (Gas detector)แบ่งได้เป็นประเภทดังนี้  Gastron thailand

เครื่องวัดแก๊ส gas detector เครื่องวัดแก๊สแบบพกพา ระบบตรวจวัดแก๊สรั่ว

ตัวควบคุมเครื่องวัดแก๊ส ระบบตรวจจับแก๊ส, บริการติดตั้ง (Installation), บริการสอบเทียบ (Calibration), ฝึกอบรม (Training) เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล เช่น ATEX, IECEx, SIL2, etc และได้รับการรับรองจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน อีกด้วย
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามช่องทางอื่น
T. +668 9497 3239
E. sales@gastronthailand.com
W. https://www.gastronthailand.com
FB. https://www.facebook.com/Gastronthailand

เครื่องวัดแก๊ส (Gas detector)แบ่งได้เป็นประเภทดังนี้ 

  • เครื่องวัดแก๊สแบบพกพา (Portable gas detector) 
  • เครื่องวัดแก๊สแบบติดตั้งกับพื้นที่ (Fixed gas detector)

เครื่องวัดแก๊สแบบพกพา (Portable gas detector)

เครื่องตรวจวัดแก๊สแบบพกพาได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย โดยตำแหน่งเครื่องวัดแก๊สที่ติดกับผู้ปฏิบัติงานจะต้องอยู่ในระดับลมหายใจของมนุษย์ เช่นคอเสื้อ ปกเสื้อ หรือกระเป๋า เพื่อการอ่านค่าที่แม่นยำและถูกต้อง เมื่อเครื่องวัดแก๊สตรวจจับแก๊สเกินกว่าค่ามาตรฐานที่ตั้งค่าไว้เครื่องจะส่งสัญญาณเสียง,แสง,สั่น แจ้งเตือน

เครื่องวัดแก๊ส Portable Gas Detector ของ gastron ได้แก่

เครื่องวัดแก๊สแบบติดตั้งกับพื้นที่ (Fixed gas detector)

เครื่องวัดแก๊สแบบติดตั้งกับพื้นที่ ได้รับการออกแบบมาสำหรับการตรวจวัดแก๊สในพื้นอันตรายที่มีโอกาสเกิดการรั่วไหลของแก๊ส ซึ่งเครื่องจะตรวจวัดแก๊สอย่างต่อเนื่อง โดยตำแหน่งหรือระดับของการติดตั้งเครื่องวัดแก๊ส จะขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของแก๊สเป้าหมายที่ต้องการตรวจวัด โดยทั่วไปเครื่องวัดแก๊สแบบติดตั้งกับพื้นที่จะทำการเชื่อมต่อกับ Controller, DCS, PLC

เครื่องวัดแก๊สแบบติดตั้งกับพื้นที่ (Fixed gas detector)

ที่มาของเนื้อหา https://shorturl.at/lvEKT